ทำไมช่างปั้นดินแปลกหน้าถึงยืนเช็ดแก้วมักหน้าแผงของเธอ แล้ววางมันตั้งตรงไว้ แทนที่จะบอกลา กลับถามเรื่องไร้สาระขึ้นมา
"เห็นอะไรในนั้น สายตาของเธอ"
ฝนโปรยลงมาบนแผงมาตั้งนานแล้ว เธอกำลังเอื้อมมือไปพับมุมผ้าใบกันน้ำอยู่พอดี ช่วงบ่ายวันธรรมดาที่แขกสุดท้ายก็หายไปหมดแล้ว ตลาดนัดในซอยมาโพแทบจะเก็บแผงกันไปหมดแล้ว แต่คนนั้น ไม่ยอมไป
น้ำฝนขังอยู่ในแก้ว ไหลลงมาถึงหูจับ เขาใช้แขนเสื้อของตัวเองเช็ดมัน ช้าๆ ตามโค้งด้านใน แล้วก็วางมันกลับลงตรงกลางแผงของเธอ จุดที่มองเห็นได้ชัด ทั้งที่ไม่ใช่ของเขา ทั้งที่ไม่ได้บอกว่าจะซื้อ
เธอหยุดมือ เสียงฝนดังกระชับขึ้นมาทันที
"ครับ?"
"แก้วใบนี้" เขาชี้ไปที่แก้วด้วยคาง มือของเขามีรอยดินแห้งแตกฝังอยู่เหมือนลายมือ "เพราะน้ำขังข้างในมันเลยดูต่างออกไป เลยอยากรู้ว่าเธอมองเห็นอะไร"
คำถามแปลกๆ แก้วก็คือแก้วนั่นแหละ เธอคิดจะตอบแบบนั้น แต่กลับมองลงไปในแก้วจริงๆ น้ำฝนที่ขังอยู่สะท้อนสีเทาของผ้าใบ และบนนั้น ใบหน้าของเธอเองลอยขึ้นมาเลือนๆ
"……ใบหน้าของตัวเอง กับผ้าใบ"
"ใช่เลย" เขายิ้มเป็นครั้งแรก แค่มุมปากขยับเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ยอมฟันธงจุดจบ "นั่นแหละดีของวันฝนตก ภาชนะเปล่าดูไม่ว่างเปล่า"
คำพูดที่ไม่ใช่คำตอบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ตอบ เธอไม่รู้จะวางมันไว้ที่ไหน เลยถือมันไว้เฉยๆ ระหว่างนั้นสายฝนเพิ่มกำลังขึ้น จานเล็กๆ บนแผงส่งเสียงดังกริบๆ
"จะเปียกหมดนะ" เขาสำรวจแผงของเธอพลางพูด เสียงไม่ได้เร่ง แค่วางข้อเท็จจริงทิ้งไว้ "มีสตูดิโอฉันอยู่ข้างใน รอฝนหยุดก่อนก็ได้"
เขาหยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาก่อนเลย โดยไม่ถาม ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา เธอพลาดจังหวะปฏิเสธ — หรือจริงๆ แล้ว อาจจะอยากพลาดก็ได้ ยังไม่รู้
—
สุดซอย มีประตูบานเลื่อนที่ไม่มีป้ายร้าน เขาใช้ไหล่ผลัก กลิ่นดินโชยมาก่อนเลย ปนกับกลิ่นซีเมนต์เปียก เย็น แต่แปลกที่รู้สึกอบอุ่น
"ที่นั่งไม่ค่อยมีเลย" เขาเขี่ยผ้าที่กองอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างแป้นหมุน "นั่งตรงนี้นะ แต่ต้องเช็ดมือก่อนนะ ทุกอย่าง"
เธอวางกล่องลง แล้วก็มองรอบสตูดิโอ แป้นหมุน เตาเผา ชั้นวางที่เต็มไปหมดทั้งผนัง แต่ชั้นหนึ่งดูต่างออกไป ในนั้นไม่มีชามถ้วยที่สมบูรณ์แม้แต่ใบเดียว
ชามขาดๆ กา ที่หูหัก จานร้าวกว้าง มีแต่สิ่งที่แตกพังเก็บไว้ด้วยกัน
"ทำไมไม่ทิ้งอันพวกนี้?" เธอถามโดยไม่ได้ตั้งใจ
เขาหยุดนิ่งขณะยกกาน้ำขึ้นตั้งไฟ ชั่วครู่ ยังหันหลังอยู่
"ตั้งใจจะทิ้งนะ ตอนแรก" เขาหยิบแก้วออกมาสองใบ "แต่พอมองตรงที่แตก มันบอกได้ว่าทำไมถึงแตก บางทีดึงผนังบางไป บางที욕심เกินในเตา อันที่สมบูรณ์ไม่สอน อันที่ทำออกมาดี ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงดี"
เขายื่นแก้วมาให้ ชาข้าวบาร์เลย์อุ่นๆ ปลายนิ้วสัมผัสกันชั่วครู่ มือของเขาหยาบกว่าที่คิด และอบอุ่น
"เลยเก็บแต่อันไม่สวยไว้เหรอ?" เธอโอบแก้วด้วยสองมือ
"ไม่ใช่ไม่สวย" เขามองเธอตรงๆ "มันซื่อสัตย์กว่า นั่นคือฉันในวันที่ทำออกมาไม่ได้เรื่อง"
เธอคิดว่าเขาเป็นคนพูดน้อย แต่ที่จริงแล้วทุกครั้งที่เปิดปาก มันพาลงลึกไปทีละขั้น เธอจิบชาข้าวบาร์เลย์ และรู้สึกว่าเริ่มเข้าใจขึ้นแล้วว่าทำไมคนนี้ถึงเช็ดแก้วของเธอที่แผง คำว่าภาชนะเปล่าดูไม่ว่างเปล่า คนที่ไม่ทิ้งสิ่งแตกพัง
—
ที่ชั้นล่างสุด ท่ามกลางสิ่งแตกพังอื่นๆ มีแก้วใบหนึ่งเหน็บอยู่ ที่แปลกคือ มันไม่ได้แตกเลย แค่ลำตัวเอียงไปข้างหนึ่ง ขอบที่ริมปากไม่เรียบ
"อันนี้ทำไมอยู่ตรงนี้?" เธอหยิบมันขึ้นมา "ไม่แตกนี่ แค่……못생겼네 ขี้เหร่หน่อย"
พูดออกไปแล้วก็นึกเสียใจ แต่สายไปแล้ว
เขาหยุดมือที่กำลังรินน้ำ เสี้ยววินาที สั้นจนคนอื่นอาจไม่ทันสังเกต
"อันนั้น" เขาเริ่มพูด แล้วก็หุบปาก เปิดใหม่อีกครั้ง "อ้อ ใช่ ขี้เหร่"
แต่แก้วใบนั้น รอยมือต่างออกไป ด้านในหูจับที่บิดเอียง สึกเรียบกว่าส่วนอื่น เป็นรอยที่คนถือมานาน บ่อยๆ เธอรู้สึกถึงรอยเนียนนั้นด้วยปลายนิ้ว แล้วก็มองเขาอีกครั้ง
"อันนี้……ใช้บ่อยเหรอ?"
สายตาเขาวิ่งไปที่แก้ว แล้วก็กลับมาที่เธอ แล้วก็หนีออกไปที่สายฝนนอกหน้าต่าง
"ดื่มทุกวัน อันนั้น" ราวกับเขินที่ยอมรับเร็วเกินไป เสียงเขาค่อยๆ เบาลง "ปั้นตั้งแต่เรียนแป้นหมุนใหม่ๆ ไม่ยืนตรง ยกขึ้นมันก็เอียง"
"แต่ทำไมถึงใช้อันขี้เหร่ที่สุดทุก——"
"เพราะมันเอียง" เขาตัดคำเธอ แล้วก็ดูเหมือนตกใจตัวเองเล็กน้อย ทำให้พูดเร็วขึ้นกว่าปกติ "พอเอียง จุดที่ปากแตะก็จะตายตัว ทุกครั้งก็ไปลงที่เดิม แก้วตรงๆ ปากแตะที่ไหนก็ได้ แต่อันนี้……มันรู้ว่าตัวเองควรถูกจับยังไง"
พูดจบแล้วเขาก็เงียบ ใบหน้าเหมือนพูดมากเกินไปไปแล้ว
นั่นหมายความว่ามันไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่เป็นแก้วที่สอนนิสัย คนที่ถือของไม่สวยไว้ในมือทุกวัน เอาอันสวยงามวางโชว์บนชั้น แล้วเก็บอันไม่สวยไว้ในมือ เธอกำแก้วชาข้าวบาร์เลย์ในมือแน่นขึ้นโดยไม่มีเหตุผล
"แล้วก็เธอนะ" เขาเปลี่ยนเรื่องทันที ราวกับหนีจากเรื่องแก้ว "เมื่อกี้บอกว่าเห็นหน้าตัวเองในแก้ว สายตาแบบนั้นดีนะ ส่วนใหญ่มองแค่ตัวแก้ว ไม่ค่อยมองว่าข้างในบรรจุอะไร"
เป็นคำชม แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนผ้าคลุมทับเรื่องของตัวเอง เธอรู้ว่าเขาเพิ่งถูกจับได้บางอย่าง แล้วใช้การเปรียบเปรยหลบเลี่ยง รู้ทั้งรู้ แต่เธอไม่ถาม แค่ดื่มชาข้าวบาร์เลย์ไปเรื่อยๆ สายตาวนกลับไปที่แก้วเอียงบนชั้นล่างสุดอยู่ตลอด
—
เมื่อฝนเริ่มซา เขาหยิบแก้วใบหนึ่งลงมาจากชั้นข้างแป้นหมุน บอกว่าเพิ่งเผาเสร็จวันนี้ ขนาดพอดีฝ่ามือ เคลือบน้ำยาสีน้ำเงินเทาลึกเหมือนทะเลสาบ
"อันนี้" เขายื่นมาให้เธอ "เอาไปเลย"
"ครับ? ไม่ได้ อันนี้คุณจะขาย——"
"ไม่ขาย อันนี้" เขาวางแก้วลงในมือเธอโดยไม่รอให้ปฏิเสธ มือสัมผัสกันอีกครั้ง คราวนี้เขาดูเหมือนแยกมือออกช้าๆ ตั้งใจ "อยู่ด้วยกันตลอดช่วงฝน ก็คุ้มค่าแล้ว"
อบอุ่น ทั้งที่ไม่ได้เพิ่งออกจากเตา แต่ราวกับยังมีไออุ่นจากมือเขาเหลืออยู่
"แบบนี้ให้ใครก็ได้เหรอ?" เธอถามขณะรับแก้วมา ทิ้งน้ำเสียงเหมือนล้อเล่น แต่อยากได้ยินคำตอบ
เขามองเธอ ด้วยสายตาเดียวกับตอนอธิบายชั้นวางของแตกพัง แล้วชั่วขณะหนึ่ง คนที่เคยมักพูดค้างกลางคัน ซ่อนตัวหลังอุปมาอุปไมย ก็กลายเป็นคนละคน
"ไม่ได้ให้ใคร สักคนเดียว" เสียงต่ำ และครั้งแรกที่ไม่มีคำพูดค้าง มือที่ดินแห้งอยู่บนแก้วที่เธอถือ ชั่วครู่ ราวกับวางทับ "แล้วก็ยังไม่เคยพาใครเข้ามาในนี้เลย นี่ครั้งแรก"
น้ำหนักของมือนั้น ทำให้ปลายนิ้วที่ถือแก้วซ่า คนที่ซ่อนอยู่หลังคำเปรียบเปรยมาตลอด เพิ่งจ้องตาเธอตรงๆ พูดทุกอย่างโดยไม่ค้างสักคำ เป็นครั้งแรก
แล้วเขาก็กลับเป็นคนเดิม ริมปากแยกออกเล็กน้อยราวกับจะพูดบางอย่าง — มีคำอะไรบางอย่างค้างอยู่ตรงนั้นจริงๆ เธอรอให้มันออกมา ห้องที่เสียงฝนหยุดแล้วเงียบจนดูเหมือนจะได้ยินแม้แต่เสียงหายใจของเขา
"……เปล่า" เขาเลือกคำอื่นในที่สุด กลืนคำที่อยากพูดลงไป แล้วแทรกคำถามเข้าไปแทน "เธอ ทำไมถึงไม่เก็บแผงตอนฝนตก ทั้งที่คนอื่นไปกันหมดแล้ว"
นั่นไม่ใช่คำถามจากความอยากรู้จริงๆ มันเป็นคำถามที่ขว้างออกไปแทนสิ่งที่อยากพูดแต่พูดไม่ออก เธอรู้ดี เลยไม่ตอบ แค่กำแก้วแน่นขึ้น
"……ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่ายังมีใครจะมา"
เขายิ้มเลือนๆ แล้วก็หันหลังไป เดินไปนั่งที่แป้นหมุน เริ่มนวดดินอีกครั้ง นั่นแหละคือการกล่าวลา ไม่ยื้อ ไม่พูดเพิ่ม แค่ปล่อยให้เธอไปในแบบของเขา
เธอออกจากสตูดิโอ
—
ซอยล้างสะอาดด้วยสายฝน พื้นเปียกสะท้อนแสงระยิบ แสงไฟถนนยืดยาวลงบนพื้นชื้น เธอเดินถือแก้วอยู่ในมือ เดินไปสักพักก็รู้สึกว่าแก้วในมือเอียงไปข้างเดียวตลอด ยกขึ้นมันก็เอียง ทุกครั้งก็ไปลงที่เดิม เสียงเขาวนเวียนตามมา คนนี้ก็ปั้นแก้วที่ยืนตรงไม่ได้อีกแล้ว แก้วที่รู้ว่าตัวเองควรถูกจับยังไง แต่เอามาวางไว้ในมือเธอแล้วจากไป
แค่หนีฝน เท่านั้นเอง ได้แก้วมาใบนึง บอกตัวเองแบบนั้น แต่เท้ากลับวนเวียนอยู่กับคำถามนั้นซ้ำๆ เห็นอะไรในนั้น สายตาของเธอ คำที่เขากลืนลงไปคืออะไร ใต้คำที่เลือกมาแทนนั้น สิ่งที่อยากพูดจริงๆ——
คิดมาถึงแค่นั้นเธอก็หยุดตัวเองไว้ พอแล้ว แค่หนีฝน บอกแล้วไงตัวเอง
ก่อนจะเลี้ยวออกถนนใหญ่ เธอพลิกดูก้นแก้วโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะศิลปินมักจะสลักตราหรือชื่อไว้ที่ก้น อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร แค่ชื่อก็ยังดี
แต่ไม่มีชื่อ
แทนที่จะเป็นชื่อ กลับเป็นรอยขูดที่ใช้ปลายเล็บขีดไว้ตอนดินยังไม่แห้ง เส้นที่เริ่มลากขึ้น แล้วหยุดกลางคัน ราวกับจะกลายเป็นตัวอักษร แต่ลากไม่จบ เหมือนคำที่เขาอ้าปากจะพูดแล้วกลืนลงไปนั่นแหละ เป็นแค่เส้นหนึ่งเส้น
เธอยืนนิ่งอยู่ใต้แสงไฟถนน จ้องมันอยู่นาน
คนที่บอกว่าไม่ทิ้งของแตกสักชิ้น ทำไมถึงลากเส้นนี้ไม่จบ